review: rest detail hotel, huahin

1 ความเห็น

ถ้ามีคนมาถามผม ให้ผมแนะนำที่พักที่หัวหินโดยไม่เกี่ยงงบประมาณ ที่นี่จะเป็นที่แรกที่ผมแนะนำให้มาพัก “Rest Detail Hotel”

Rest Detail Hotel จะมีสัญลักษณ์เป็นรูปลิง 3 ตัว ปิดหู ปิดตา และปิดปาก ส่วนความหมายผมเดาเอาว่า เรามาพักผ่อนที่นี่ ก็เหมือนหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองกรุงมาหาความสงบที่นี่ประมาณนั้น

ผมมีโอกาสได้พักที่นี่ทั้งหมด 2 ครั้ง ครั้งแรกโรงแรมเพิ่งจะเปิดใหม่ rate ค่าห้องพักก็

จะเหมือนกับโรงแรมอื่นๆ ที่เพิ่งจะ Soft Opening เป็นราคาที่ยากจะห้ามใจ แต่ก็แลกด้วยการตกแต่งที่ยังไม่เรียบร้อย Wifi ต้องลงมาใช้งานที่ Lobby เป็นต้น

สำหรับรอบที่ 2 เนื่องจากโรงแรม Grand Opening ไปแล้ว และราคาเกินงบประมาณไปมาก จึงต้องคอยสอดส่องว่าจะมีคนมาปล่อย voucher ในราคาที่ผมรับได้หรือเปล่า? ปรากฎว่าแจ๊คพอตโชคดี มีคนมาปล่อยในราคาที่รับได้พอดี ผมรีบตอบตกลง และโอนเงินทันที

ห้องพัก Rest Green ของที่นี่ใหญ่โตกว้างขวางมากๆ สามารถวางที่นอนขนาดใหญ่นุ่ม และวางโซฟาเบดขนาดใหญ่ได้ (ซึ่งคืนนั้นเป็นที่นอนของผม ^^’) ห้องน้ำแยกห้องส้วม และห้องอาบน้ำ ไม่มีอ่างอาบน้ำ ประตูเป็นแบบบานเลื่อน กระจกขุ่น แต่ด้านล่างใส แอบเซ็กซี่เล็กน้อย มากับเพื่อนอาจจะเขินได้ เพราะว่ามันจะเห็นลางๆ 55+

อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในห้องมีครบครัน รวมไปถึงแท่นลำโพงสำหรับเสียบ iPod เพื่อเล่นเพลงเบาๆ ระหว่างพักผ่อนได้ มี TV มีเครื่องเล่น DVD มีขนมท๊อฟฟี่กะทิกรุบๆ ที่อร่อยที่สุดในโลกวางไว้ให้ หมดเติมหมดเติม ถูกใจจริงๆ

สระว่ายน้ำของที่นี่วิวทะเล ไล่ระดับตั้งแต่ตื้นไปจนลึก และมีสระเด็กแยกออกไปต่างหาก มีห้องอาหารคั่นระหว่างตึกที่พักกับสระว่ายน้ำ เย็นๆ สามารถมานั่งกินข้าวริมสระน้ำ รับลมเย็นๆ จากทะเลได้

อาหารเช้าของที่นี่อร่อย มีให้เลือกพอสมควรแต่ไม่มากเท่า The Zign Hotel ที่พัทยา ห้องอาหารเช้ามีทั้งโซนในห้องแอร์ และโซนด้านนอกที่รับลมธรรมชาติ พนักงานอัธยาศัยดีเข้ามาทักทาย และถ้ามีเด็กๆ ก็จะเข้ามาเล่นด้วย โดยรวมๆ แล้วผมชอบที่นี่มากๆ และ highly recommend จริงๆ

Rest Detail Hotel อยู่ก่อนถึงเพลินวาน (ซอยหัวหิน 11) ซึ่งทำให้เงียบสงบ ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน เหมาะกับการพักผ่อนเป็นอย่างมาก และที่นี่มีที่พัก 2 โซนคือโซนที่เป็นโรงแรมเป็นตึก กับโซนที่เป็นวิลล่า เป็นบ้านหลังๆ

The Zign Hotel, Pattaya ไม่ไปอีกแล้ว !!!

ใส่ความเห็น

สงกรานต์ที่ผ่านมานี้ ได้มีโอกาสกลับไปพักที่ The Zign Hotel พัทยาเป็นรอบที่ 2 ที่เลือกไปพัทยาเพราะกะว่าคนน่าจะน้อยกว่าหัวหินแน่ๆ ;P และที่สำคัญคือยังว่างอยู่ในช่วงสงกรานต์

รอบแรกไม่ประทับใจ 2 อย่างคือปลอกหมอนขาดเป็นรู และผ้าห่มมีรอยดำๆ ด่างๆ แต่ไม่เดือดร้อนมากนัก รอบนี้หนักกว่าเดิม ไม่ใช่เรื่องบริการที่แน่นอนว่าช่วงเทศกาลย่อมมีขาดตกบกพร่องไปบ้าง อันนี้ถือว่ารับได้ไม่มีปัญหา

แต่เป็นเรื่องการจองที่พัก, การ confirm ที่พัก และการให้เกียรติกับลูกค้าที่ confirm และชำระค่าห้องพักไปเรียบร้อยแล้ว ตามผมมาครับ ผมจะเล่าให้ฟัง

การจองห้องพักตอนแรกไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ราบรื่นมากๆ ผมจองห้องพัก city view ไป และขอห้อง type pure art เพราะว่ารอบแรกที่มาพักแบบ Retro ไปแล้ว และขอห้องพักที่สูงที่สุด และเป็นชั้นที่ไม่สูบบุหรี่ จองแบบ 2 ห้องและขอเป็น connecting room ปรากฎว่าได้หมดตามที่ขอไป เจ๋งมาก🙂

วันที่ไปถึงผมเอาของลง และเอารถไปจอด เลยให้แฟนไป check-in แทน พนักงานบอกว่าได้ห้อง XXX 2 ห้อง (ผมจำเลขที่ห้องไม่ได้แล้ว) จากนั้นก็ให้พนักงานพาเราไป และเอาของไปส่งให้เราที่ห้อง ระหว่างเดินไปขึ้นลิฟท์ที่อาคาร B ผมถามแฟนผมว่าห้องอยุ่ชั้นที่เท่าไหร่ จะได้กดลิฟท์ถูก แฟนผมตอบกลับมาว่า “ชั้น 5” ผมอึ้งไปนิดนึง

เพราะผมจำได้ว่ารอบแรกที่มาพักชั้น 4 เป็นแบบ Retro และตอนจองมาห้อง Pure Art จะอยู่ประมาณชั้น 8 ขึ้นไป ดังนั้นชั้น 5 มันก็ห้อง Retro เหมือนเดิมน่ะสิ พอขึ้นลิฟท์ไปถึงก็แน่นอนว่าเป็นห้องแบบ Retro จึงโทรฯ ไปสอบถามพนักงานที่ Front ได้รับคำตอบว่าห้องแบบ Pure Art เต็มแล้ว ????

ผมแจ้งไปว่าตอนจองมาผม confirm ทุกอย่างเรียบร้อยว่าได้ห้องแบบ Pure Art ทำไมถึงบอกว่าเต็ม? พนักงานบอกว่าโดยปกติจะไม่ confirm ประเภทห้อง จะเป้นแค่ On Request ลูกค้าจะต้องมา Confirm ที่ Front เท่านั้น

ผมเลยตอบกลับไปว่าถ้า Confirm ตอนจองไม่ได้ แล้วจะมีประเภทห้องให้ลูกค้าเลือกทำไม? ที่สำคัญคือผมจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว เท่ากับว่าตอนที่จองห้องยังว่าง และควรจะเป็นห้องของผม

อีกอย่างคือตอนที่แฟนผมมา Check-in ทำไมคุณไม่บอกอะไรเลย คุณเอาห้องแบบ Retro ที่ผมไม่ได้จองไว้มาให้ แล้วทำเฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้ถูกต้องไหม?

สักพักผมจึงได้รู้ว่าที่ห้องไม่ว่างเพราะว่าแขกก่อนหน้านี้ที่พักอยู่ในห้องเกิดเปลี่ยนใจจะพักต่อ และจะขอพักห้องเดิม ทำให้ห้องดังกล่าวที่ผมจองไว้ไม่ว่าง พนักงานจึงส่งผมไปนอนห้องแบบ Retro แทน

หลังจากที่ผมยืนยันยังไงผมก็ไม่พักห้อง Retro แน่ๆ และต้องการได้ห้อง Pure Art สุดท้ายพนักงาน Front บอกว่าจะ Upgrade ให้เป็นห้อง Junior แต่จะไม่ได้เป็น Connecting Room นะ ห้องนึงเป็น City View อีกห้องเป็น Sea View และอยู่ชั้น 10 ผมก็ ok ขอดูห้องก่อน

รออยู่นานจนพนักงานที่ช่วยยกกระเป๋าบอกว่าเดี๋ยวจะลงไปเอา Key Card ที่ Front มาให้ ไปสักพักก็กลับมาพร้อม Key Card และขึ้นไปที่ชั้น 10 ดูสภาพห้องแล้ว ok ก็เลย confirm กับพนักงานไป

หลังจากเข้าำัพักแล้ว (ห้องฝั่ง City View) และตรวจสอบอุปกรณ์้ใช้งานต่างๆ พบว่าเครื่องเล่น DVD 2 เครื่องในห้องไม่มีสายต่อเข้า TV จึงโทรฯ ไปเรียกพนักงานขึ้นมาช่วยดูให้หน่อย ได้สายมาแล้วแต่ปรากฎว่าเครื่องเล่น DVD เจ๊งทั้ง 2 เครื่อง ต้องไปหาเครื่องใหม่จากห้องอื่นมาใช้แทน ผมเลยถามว่าทำไมมันถึงใช้ไม่ได้? พนักงานตอบผมว่าปกติห้องนี้ไม่ค่อยมีใครมาพัก เลยไม่ได้ตรวจสอบอุปกรณ์ o_O! อีกทั้งพื้นห้องน้ำก็มีฝุ่น เวลาเดินเข้าไปเท้าจะดำ จึงทำให้รู้ว่าห้องนี้มันปิดไว้นานแล้วจริงๆ นี่เอง

ส่วนอีกฝั่งดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไร และพ่อตาแม่ยายเค้าชอบ เพราะว่ามีระเบียงยื่นออกไปด้านนอก และเห็นวิวทะเล เช้าๆ ตื่นนอนจะได้ออกมาเดินรับลมได้ ผมก็เลยไม่อยากมีเรื่องมีราวมาก

นอกจากปัญหาข้างต้นแล้วอื่นๆ ของโรงแรมผมว่า ok ทีเดียวทั้ง Line อาหาร Buffet ตอนเช้าที่มีหลากหลาย และเนื้อๆ ไม่ใช่วิญญาณเหมือนโรงแรมบางที่ หมูเป็นหมู ปลาเป็นปลา และปลาสดด้วยไม่คาว พนักงานในห้องอาหารก็ ok ขออะไรไปก็เอามาให้ด้วยความรวดเร็ว

หากท่านใดสนใจพักที่นี่ผมก็แนะนำนะครับ แต่พยายามหลีกเลี่ยงช่วงเทศกาลถ้าเป็นไปได้ ไม่อยากให้เจอเหตุการณ์แบบเดียวกันแล้วเสียอารมณ์ บอกตรงๆ ว่าถ้าพนักงานแจ้งให้เรารู้ล่วงหน้าก่อน Check-in หรือตอน Check-in จะบอกให้เรารู้ก่อนว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร ผมอาจจะไม่อารมณ์เสียขนาดนั้นก็ได้

FW Mail: เรื่องเล่าดีๆ “จากญี่ปุ่น” ในวันแผ่นดินไหว

ใส่ความเห็น

ผมได้อ่านข้อความจากเพื่อนคนหนึงที่ไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ญี่ปุ่น เป็นข้อความที่นักเรียนไทยแปลมาจากข้อความของ ชาวญี่ปุ่นหนึ่ง

หลายคนคงได้อ่านหรือได้ฟังเรื่องราวของชาวญี่ปุ่นในยามที่เขาประสพภัยมาบ้างแล้ว  นี้คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมได้อ่านแล้วก็น้ำตาซึมอย่างไม่รู้ตัว

ก่อนอ่านทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า “ข้าพเจ้า” คือคนญี่ปุ่นที่เป็นคนเขียนเรื่องนี้ขึ้นในสิ่งที่เค้าพบเจอ

เรื่องแรก ข้าพเจ้าได้เห็นเด็กน้อยพูดกับพนักงานรถไฟว่า “ขอบคุณค่ะ/ครับ ที่เมื่อวานพยายามอย่างสุดชีวิตทำให้รถไฟเดินรถอีกครั้ง” พนักงานรถไฟได้ฟังแล้วร้องไห้ ส่วนข้าพเจ้าร้องไห้ฟูมฟายไปแล้ว (เพราะคืนวันที่เกิดแผ่นดินไหว รถไฟหยุดวิ่งกว่าจะวิ่งได้ก็หลังเที่ยงคืนไปแล้ว หลายคนไม่ได้กลับบ้าน หลายคนต้องเดินกลับ)

เรื่องที่สอง ที่ดิสนีย์แลนด์ คนติด ไม่สามารถกลับบ้านได้จำนวนมากและทางร้านขายของได้เอาขนมใสแจกนักท่องเที่ยว ก็ได้มีนักเรียนม.ปลายหญิงกลุ่มหนึ่งไปเอามาจำนวนมาก มากเกินพอ แว่บแรก ข้าพเจ้ารู้สึกทันทีคือ “อะไรวะ เอาซะเยอะเลย” แต่วินาทีต่อมากลายเป็นความรู้สึกตื้นตันใจ เพราะเด็กกลุ่มนั้นเอาขนมไปให้เด็กๆที่พ่อแม่ไม่สามารถไปเอาเองได้เพราะต้องดูแลลูกๆ

เรื่องที่สาม ในซุปเปอร์แห่งหนึ่ง ของตกระเกะระกะเพราะแรงแผ่นดินไหว แต่คนซื้อก็เดินไปช่วยกันเก็บของ แล้วก็หยิบส่วนที่ตนอยากซื้อไปต่อคิวจ่ายเงิน และ ในรถไฟที่เพิ่งเปิดให้ใช้บริการ มีคนที่ตกค้างจำนวนมากกำลังเดินทางกลับก็ได้เห็นคนแก่คนหนึ่งลุกให้สตรีมีครรภ์นั่ง คนญี่ปุ่นแม้ในภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ ก็ยังมีน้ำใจ มีระเบียบ

เรื่องที่สี่ ในคืนแรกที่เกิดแผ่นดินไหว รถไฟไม่วิ่ง ทำให้คนจำนวนมากต้องเดินกลับบ้านแทนการนั่งรถไฟ ขณะที่ข้าพเจ้าต้องเดินกลับจากมหาลัยมายังที่พัก ร้านรวงก็ปิดหมดแล้ว ข้าพเจ้าได้ผ่านร้านขนมปังร้านหนึ่งซึ่งปิดไปแล้ว แต่คุณป้าเจ้าของร้านก็ได้เอาขนมปังมาแจกฟรีแก่คนที่กำลังเดินกลับบ้าน แม้ภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ น้ำใจเช่นนี้ทำให้หัวใจข้าพเจ้าอบอุ่น ตื้นตัน

เรื่องที่ห้า ในขณะที่รอรถไฟให้กลับมาวิ่งได้ ข้าพเจ้าก็ได้รออยู่ในอาคารสถานีอย่างเหน็บหนาว โฮมเลส (คนจรจัด) ก็ได้แบ่งปันแผ่นกล่องกระดาษให้ โฮมเลสที่ข้าพเจ้ามองด้วยหางตาทุกวันที่มาใช้สถานี คืนนั้นทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด

เรื่องที่หก (เรื่องราวคืนรถไฟไม่วิ่งเยอะหน่อยนะครับ) ด้วยระยะเวลาสี่ชั่วโมงที่ต้องเดินเท้ากลับบ้าน ก็ได้ผ่านหน้าบ้านหลังหนึ่งตาก็ไปสะดุดกับแผ่นกระดาษที่เขียนว่า “เชิญใช้ห้องน้ำได้ค่ะ” หญิงสาวท่านหนึ่งได้เปิดบ้านตัวเองให้แก่คนที่กำลังเดินกลับบ้านได้ใช้ วินาทีที่ได้เห็นแผ่นกระดาษนั้นน้ำตามันก็ไหลออกมาเอง น้ำใจคนญี่ปุ่น

เรื่องที่เจ็ด แม้ว่าไฟดับ ก็ยังมีคนที่สู้ทำงานให้ไฟกลับมาติด น้ำไม่ไหลก็ยังมีคนไม่ยอมแพ้ทำให้น้ำกลับมาไหล เกิดปัญหากับโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ก็มีคนที่พร้อมจะเข้าพื้นที่เพื่อซ่อมมัน ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้กลับมาสู่สภาพปกติด้วยตัวมันเอง ขณะที่พวกเราอยู่ในบ้านอันอบอุ่นแล้วก็พร่ำบ่นว่าเมื่อไรไฟมันจะติด น้ำจะไหลน้าา ก็มีคนที่อยู่ข้างนอกท่ามกลางความหนาวเหน็บกำลังพยายามสู้อยู่

เรื่องที่แปด ในจังหวัดจิบะ คนลุงคนหนึ่งที่หลบภัยอยู่ก็ได้เปรยออกมาว่า ต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไรน้า เด็กหนุ่มม.ปลายก็ตอบกลับไปว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง ต่อจากนี้ไปเมื่อผมเป็นผู้ใหญ่ พวกผมจะทำให้มันกลับมาเหมือนเดิมแน่นอน (ไม่เป็นไร พวกเรายังมีอนาคต!!!)

เรื่องที่เก้า ขณะที่กำลังได้รับความช่วยเหลือ หลังจากที่ติดอยู่บนหลังคาบ้านมากว่า 42ชั่วโมง คุณลุงก็ได้กล่าวว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรครับ เคยมีประสบการณ์สึนามิที่ชิลีมาแล้ว ต่อจากนี้ไปพวกเรามาช่วยฟื้นฟูบ้านเมืองกันนะ” แกกล่าวด้วยรอยยิ้ม (สิ่งสำคัญสำหรับพวกเราคือ ต่อจากนี้ไปเราจะทำอะไรต่างหาก)

เรื่องสุดท้าย ก่อนหน้านี้เมืองมันสว่างเกินไป เกินที่จะมองเห็นดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่จริงๆแล้วดาวสวยเช่นนี้เอง ชาวเซนไดทุกคนลองแหงนมองขึ้นไปข้างบนดูซิ (ตรงนี้ไม่มั่นใจว่าแปลว่า ชาวเซนไดทุกคนมองขึ้นไปบนฟ้า รึเปล่า)

ขอบคุณ คุณ ฉั่ว Kyoto ในการแปลข้อความพวกนี้เป็นภาษาไทย ให้พวกเราทุกคนได้อ่านกัน

ขอบคุณเพื่อนผมที่อยู่ที่นั้น และฝากข้อความมาให้อ่าน และเค้าบอกว่าที่นั้นสบายดี กลายเป็นว่าแทนทีผมจะให้กำลังใจเพื่อนฝ่ายเดียว แต่เค้าได้ให้กำลังใจผมกลับมาจนเต็มหัวใจ

review: Resort de paskani รีสอร์ทเล็กๆ กลางเมืองใหญ่

1 ความเห็น

ผมเป็นคนที่ชอบไปอำเภอหัวหินมากๆ จนเพื่อนๆ หลายคนแซวว่า ควรจะไปซื้อบ้านอยู่ที่นั่นซะเลย ผมก็ได้แต่ตอบกลับไปว่า ไม่เอาหรอก ถ้าซื้อบ้าน หรือคอนโดฯ เอาไว้ ก็ไม่ได้ไปพักโรงแรม หรือรีสอร์ทอื่นๆ ที่สวยๆ ที่อื่นๆ อีกน่ะสิ

ระหว่างที่กำลังหารีสอร์ทใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยไปพักในอำเภอหัวหิน ก็ไปพบกับ review ใน pantip.com ที่บอกเล่าเรื่องราว และภาพของรีสอร์ทแห่งนี้ Resort de paskani รีสอร์ทเล็กๆ กลางเมืองใหญ่

ผมลองหาข้อมูลดูโดยการ search จาก google และพบจาก review ทั้งหลายว่า เป็นรีสอร์ทที่สวย มีขนาดเล็ก ไม่ติดทะเล (แต่ใกล้มาก) และที่สำคัญตัวรีสอร์ทออกแบบมาแนวเมอร์ดิเตอเรเนียน สีออกขาวๆ ฟ้าๆ

ไม่รอช้าผม search อีกทีเพื่อหา web agency เพื่อหาราคาที่พักที่ถูกที่สุด ติดต่อไปก็หลายที่ แต่ได้รับคำตอบว่าเต็มหมดแล้ว แม้แต่โทรฯ ไปจองที่รีสอร์ทกะว่าราคาเต็มก็เอา ก็ยังเต็มอยู่ดี😦

จนกระทั่งมีเื่พื่อนคนนึงแนะนำให้ลองไปดูที่ web agency อีกแห่งหนึ่ง (ขออภัยผมจำชื่อไม่ได้แล้ว ถ้าจำได้เมื่อไหร่จะมา update อีกทีนะครับ ^^’) ก็ลองเข้าไปดู ราคาแพงกว่า agency รายอื่นๆ แต่ถูกกว่าจองตรงที่โรงแรม เลยลองติดต่อไป

ผลปรากฎว่ามีห้องว่าง ทำให้ผมทราบว่า agency แต่ละรายมีอำนาจต่อรองกับโรงแรมแตกต่างกัน และการแบ่งห้องขายของโรงแรมให้กับ agency แต่ละรายก็คงมีจำนวนจำกัด ช่างมันเิถอะ!! ยังไงก็ได้ห้องแล้ววววว

สำหรับตัวรีสอร์ทเล็กสมคำร่ำลือ แทรกตัวอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนของคนที่อยู่ในซอยนั้น^^’ แต่พบว่ามีความส่วนตัวค่อนข้างสูง ยกเว้นสระว่ายน้ำที่รีสอร์ทจัดวางไว้บนชั้นดาดฟ้า (ประมาณชั้น 3) ที่ตึกข้างๆ มองมาเห็นได้ และใกล้กันไม่ไกลเท่าไหร่ มิน่าทำไมไม่ค่อยมีคนมาลงว่ายน้ำเลย 55+ (แต่ผมก็พาลูกลงไปว่ายน้ำนะ อิอิ)

เตียงนอนนุ่มมาก นุ่มจนแทบไม่อยากจะลุกจากที่นอนเลยทีเดียว ขนาดของห้องไม่ใหญ่มากนัก มีทั้งเตียงใหญ่ และเตียงเล็ก 2 เตียงแบบในรูป ครอบครัวผมจำเป็นต้องนอนห้องนี้เพราะว่าห้องอื่นๆ เต็มหมดแล้วจริงๆ

แนะนำสำหรับคนที่มาพักที่นี่ให้เลือกห้องชั้่นบนเอาไว้ก่อน เพราะว่าหนึ่งคือห้องข้างล่างตอนกลางคืนยุงเยอะ เปิดประตูปิดไม่ทันยุงเข้ามาไม่ต้องนอนทั้งคืน และสองคือไม่มีคนทำเสียงดังอยู่บนหัวเรา อิอิ (ของผมโดนห้องข้างล่างโทรฯ แจ้ง reception ว่าเสียงดังไปหน่อย เพราะว่าเอมมี่ชอบกระโดดๆ ^^’)

จากรีสอร์ทเดิืนไปนิดเดียวก็ถึงทางลงทะเล เช้าๆ ถ้ามานั่งกินอาหารเช้าที่หน้ารีสอร์ทก็จะเห็นทะเลแว๊บๆ ผ่านช่องแคบที่เป็นทางเดินได้ อาหารเช้าก็ธรรมดาๆ ส่วนอาหารเย็นก็เดินไปซื้อมาจากร้านเจ๊เขียว (อยู่ซอยถัดไป) กลับมากินที่ห้องเย็นๆ สบายใจเฉิบ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลไม่ต้องแย่งที่กินกับคนอื่น🙂

โดยสรุปแล้วเป็นรีสอร์ทเล็กๆ ที่สวย และน่ารัก (สไตล์ของรีสอร์ทในดวงใจผม) ห้องพักสบายๆ เตียงนุ่ม คนน้อย คะแนนจะหายไปติดหน่อยตรงติดกับบ้านคนอื่นๆ เท่านั้นแหละ รายละเอียดต่างๆ ดูได้ตามรูปที่เอามาอวดแล้วกันนะครับ เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ไปหัวหิน และไม่อยากพักโรงแรม หรืออยากเปลี่ยนที่นอนครับ🙂

Resort link: http://www.resortdepaskani.com/th/default.html

More photos click here

ฟัง-คิด-ลงมือทำ

1 ความเห็น

วันนี้ได้มีโอกาสไปนั่งฟัง (ย้ำว่านั่งฟังอย่างเดียว! เพราะว่าไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมาก) เกี่ยวกับการ Implement ระบบงานหนึ่งของบริษัท

ระบบงานนี้เคย implement ไปแล้วเมื่อปลายปีก่อน ปรากฎว่าต้อง fallback ย้ำว่า fallback เพราะ implement ไปได้ 3 วันจึงต้องยกเลิกและถอยกลับ

หลังจากนั้นทีมงานก็ไปหาสาเหตุ วางแนวทางแก้ไขปัญหาที่พบ รวมไปถึงวางกลยุทธ์ในการทดสอบ และวางแผนรองรับปัญหาต่างๆ ด้วยระยะเวลาอีก 3 เดือน

กลับมาวันนี้ทุกอย่างพร้อมมากกว่าเดิม ปิดช่องโหว่ได้หลายจุด สามารถ convince ผู้บริหารเพื่อจะ implement ใหม่อีกครั้งได้ในกลางเดือนนี้

การที่เราไปฟัง (ทักษะอีกอย่างของการสร้างศักยภาพ) เก็บมาคิด เรียนรู้ข้อผิดพลาด ฟังการแก้ไข+ป้องกันปัญหาของคนอื่น แล้วคิดถึงสิ่งทีเ่ราทำ

เหล่านี้เรีกยว่า lesson learn ที่หลายๆ องค์กรพยายามให้พนักงาน share กัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดิมๆ ซ้ำๆ อีก

บางทีการเข้าไปฟัง session เหล่านี้ แม้ว่าจะไม่ใช่ area ที่เราดูแลอยู่ เราก็ได้ประโยชน์อย่างมากมายเหมือนกัน ฟัง และคิดกลับมาที่ตัวเรา

เอาความผิดพลาดที่เค้าเจอ มาปิดช่องว่าง เอาประสบการณ์ที่เค้าหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้น เป็นคลังความรู้ของเรา จะช่วยให้เราคิดรอบมากขึ้น

วันนี้ไปฟัง จด และคิดถึงระบบงานที่ตัวเองกำลัง implement ยังพบว่ามีหลายจุดที่้ต้องทำเพิ่ม โอกาสดีคือเราขึ้นทีหลัง เรียนรู้จากเค้าก่อน

สิ่งที่เค้าเจอ เราต้องแก้ไขหรือป้องกันไม่ให้เกิด รวมไปถึงเรื่องการ communication ไปยัง touch point ต่างๆ ที่ระบบเรากระทบไปถึง

user ส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะว่านั่นคือสิ่งที่เค้าคุ้นเคย ทำมาเป็น 5 – 10 ปี ทำไมต้องเปลี่ยน?

เราต้องชี้ให้เห็นถึงข้อดีที่เค้าจะได้รับเืมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ต้องพูดเยอะๆ ต้องคุยเยอะๆ โน้มน้าวให้เค้าเข้าร่วมกับเรา

ถ้าทำได้ เค้าจะเป็นกองกำลังหนุนอย่างดี เพราะว่า user เหล่านี้จะเป็นคนที่รู้ในเนื้องาน และปัญหาทุกวันนี้มากที่สุด

และเค้ายังเป็นกองหนุนให้เราในการคุยกับระดับนายๆ ได้ด้วย เพราะนายจะถาม ถ้าลูกน้องเค้าตอบว่าไม่ดี การรบครั้งนี้ก็ปราชัยไปครึ่งหนึ่งแล้ว

ดังนั้นเรื่องการ communicate จึงเป็นเรื่องสำคัญลำดับต่อมาจากเรื่องที่จะทำอย่างไรให้ระบบเสถียร ทำงานได้รวดเร็ว และถูกต้อง

สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่วันนี้ไปนั่งฟังมา (ย้ำอีกทีว่านั่งฟังอย่างเดียว!!) เดี๋ยวคงต้องค่อยๆ แกะ และคิดถึงระบบงา่นของเราบ้าง

มีตรงไหนต้องอุด ตรงไหนต้องทำเิพิ่ม มีตรงไหนที่จะเป็นจุดขายเพื่อให้ user มาเป็นพวกเดียวกับเราได้บ้าง ต้องวิเคราะห์ และนำเสนอออกมาให้ได้

จะเห็นได้ว่าแค่นั่งฟังอย่างเดียวเราก็ได้ประโยชน์ระดับหนึ่ง แต่ถ้านั่งฟังและคิดตาม และประยุกต์มายังเรื่องที่เราทำ ก็จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปริญญาสองใบ (ใครจะรู้ตัวก่อนกันเท่านั้นเอง)

ใส่ความเห็น

Source: Forward Mail

ปริญญาสองใบ…น่าอ่าน

ที่เมืองไทยปีที่แล้วมีข่าวเกรียวกราวมาก คือมีดาราคนหนึ่งซึ่งมีชื่อดังมากเป็นคนดำเนินรายการคนค้นคน ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร มาเรียนที่อเมริกา เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิส ทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุด แม้กระทั้งล้างจาน ล้างเสร็จแล้วแกต้องเอามาดมดูว่าสะอาดจริงมั้ย

กลับไปเมืองไทยก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย มีแฟนก็จีบดาวมหาวิทยาลัยเลย ต้องให้ดีที่สุด เวลาแกไปเสนองานอะไรต่าง ๆ เขียนไว้สามแผน
แผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อ แกเสนอแผนที่สอง แผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อแกเสนอแผนที่สาม ใครไปดีลงานกับแกติดทุกราย

แกมีบ้าน มีรถ มีลูก มีภรรยา มีธุรกิจ มีชื่อเสียงทุกอย่าง แกมีทุกอย่าง หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พักเลย …

วันหนึ่งแกไปพักที่ปากช่อง ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลงไป ภรรยาพาเข้าโรงพยาบาล ตรวจพบมะเร็ง พอพบปุ๊บเป็นระยะสุดท้ายเลย จริง ๆ เค้าก็เตือนตลอด แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แก้ไม่ได้

แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลแล้วก็สารภาพให้รายการคนค้นคน บันทึกชีวิตแกก่อนจะเสียชีวิต แกก็ไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้อเช็ดตัว แกก็บอกว่าสังเวชตัวเองมากแทนที่ลูกจะได้ดูแลพ่อแม่ กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาดูแลลูก

ก่อนจะเสียชีวิตแกให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกบอกว่า พ่อผมเคยบอกว่าเกิดเป็นคนต้องได้ปริญญาสองใบ

ปริญญาใบที่หนึ่ง ‘ปริญญาวิชาชีพ’ เราจะต้องทำมาหากินเป็น กินอิ่ม นอนอุ่น พูดง่ายๆ ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใช้ อยากจะนอนบ้านที่เป็นของตัวเอง นี้คือปริญญาวิชาชีพ

ปริญญาใบที่สอง ‘ปริญญาวิชาชีวิต’ คือวิชาธรรมะ สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อแกบอกไว้
แกบอกว่า ผมสอบตกโดยสิ้นเชิง ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพ แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตก เพราะอะไร ….

เพราะทำงานจนป่วยตาย ก่อนที่จะเสียชีวิตแกได้สารภาพว่าผมได้เตรียมทุกอย่าง บ้าน รถ มอบมันให้กับลูกและภรรยา แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่าง ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้กับลูกและภรรยา สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืมและทำให้ผมล้มเจ็บใหญ่ครั้งนี้ สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตัวเองเป็นของขวัญให้กับลูกและเมีย

เพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่วยตาย นี่คือปริญญาวิชาชีวิต ธรรมะเราจะต้องมี ถ้าเราไม่มีธรรมะ เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นเอง ที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้วสุขภาพไม่ดี ดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแล้ว อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัวเองในแต่ละวันนะ

แต่ละวันควรจะมี ให้ดูแลตัวเอง ดูจิต ดูใจตัวเอง ว่าเรา เอ๊ะ! มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่า แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้ เกินไปหรือเปล่า พยายามลดลงในแต่ละวันๆ เพื่อที่ว่าอะไร เพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาสองใบในชีวิต หนึ่งปริญญาวิชาชีพ เราทำมาหากินจนประสบความสำเร็จร่ำรวยมั่งคั่ง มีเงินมีทองใช้มีบ้านอยู่ แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอง คือวิชาธรรมะ สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง ไม่ทุกข์เกินไปไม่เดือนร้อนเกินไป
ทำอะไรให้พอดี พอดีอยู่ดีมีสุข

อยากเที่ยวให้ได้เที่ยว อยากพักให้ได้พัก อยากทำบุญให้ได้ทำบุญ ลูกหลานมาหา ก็ให้ได้มีเวลากับลูกกับหลานบ้าง อย่าวิ่งไปจนซ้ายสุด ขวาสุด และมารู้สึกตัวอีกที ก็ล้มเจ็บใหญ่ไม่ดี เพราะอะไร เพราะว่าสิ่งสูงค่าทีสุดในชีวิตของเรา เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า ว่าอะไรคือสิ่งสูงค่าที่สุด บางคนก็ตอบเงิน บางคนก็ตอบเพชร บางคนก็ตอบทอง บางคนก็ตอบอำนาจ บางคนก็ตอบราชบัลลังก์ พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่ สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของพวกเธอคือสุขภาพและชีวิต สุขภาพก็คือการที่เราไม่เจ็บไข้ได้ป่วย คนที่สุขภาพดีดื่มน้ำธรรมดาก็อร่อยนะ และก็ชีวิตของเรา

 

ลิเวอร์พูลกับการบริหารจัดการทีม

ใส่ความเห็น

ผมนั่งอ่าน blog และบทความของคนแล้วคนเล่าที่พูดถึงทีมลิเวอร์พูลในช่วงนี้ สำหรับ The Kop ทั้งหลายอ่านแล้วคงมีความสุขอย่างมาก

ทำให้นึกกลับไปถึงช่วงเวลาแค่ 1 เดือนที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ที่มองไปทางไหน The Kop ก็หน้านิ่วคิ้วขมวดพูดกันแต่เรื่องแพ้ และตกชั้น

ไม่น่าเชื่อว่าการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมมีผลมากมายมหาศาลขนาดนี้ เปลี่ยนจากทีมที่เล่นยังไงก็แพ้ เป็นทีมที่มีสปิริตมากขึ้น

การเข้ามาของคิง เคนนี่ ดัลกลิชเปลี่ยนอะไรมากมายในทีม ทั้งๆ ที่โครงสร้าง และนักเตะไม่ได้เปลี่ยนไปจากยุคของรอย ฮอจ์ดสันเลย

และโดยเฉพาะเกมล่าสุดกับเชลซีที่นักเขียน และเพื่อนในโลก social network บอกเป็นประโยคเดียวกันว่า …

คิง เคนนี่ใช้นักเตะเดิมๆ โดยไม่พึ่งพาหลุยซ์ ซัวเรซ ก็สามารถเอาชนะทีมเชลซีที่คว้าตัวของตอร์เรสไปในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายช่วงฤดูหนาวได้

กับเรื่องข้างต้นของทีมลิเวอร์พูลที่กำลังดีวันดีคืนนั้น ทำให้ผมคิดโยงกลับมาเข้ากับเรื่องของการทำงานในชีวิตจริงของเราว่า

บางครั้งทีมที่กำลังซังกะตาย ไร้ระเบียบแบบแผน ทำอะไรก็ผิดไปหมด นั่นไม่ใช่เพราะว่าพนักงานไม่มีฝีมือ ไม่มีประสิทธิภาพ

แต่อาจจะเกิดจากการจัดการ และบริหารทีมไม่ดีพอ ไม่สามารถดึงศักยภาพของพนักงานออกมาได้อย่างเต็มที่ และใช้คนไม่ถูกกับงาน

และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือขวัญ และกำลังใจของพนักงานในทีม หากปล่อยให้ดำเนินไปอย่างตามมีตามเกิด ต่างคนต่างเล่น ต่างคนต่างทำ

ก็ไม่ต่างอะไรกับทีมลิเวอร์พูลเมื่อครึ่งฤดูกาลแรกของปี 2011 นี้ที่เล่นดี 1 นัด เล่นแย่ 3 นัด เล่นแบบซังกะตาย รอวันแพ้

ในขณะที่อีกประเด็นสำคัญที่มีการพูดกันอย่างกว้างขวางใน blog และ social network ก็คือการเลือกใช้คนที่เหมาะสมมาทำงานร่วมกัน

เคนนี่ ดัลกลิชหลังจากตกปากรับคำเข้ามาคุมทีมลิเวอร์พูลที่ตอนนั้นปีกหัก สปิริตตกต่ำจนน่าใจหาย เล่นแบบไม่มีอนาคต

ก็ทำการดึงตัวสตีฟ คล๊ากส์เข้ามาเป็น 1st Team Coach ถือว่าเป็นการดึงตัวช่วยเข้ามาได้อย่างถูกต้อง และถูกเวลาอย่างมาก

แค่นัดแรกวิธีการเล่นก็เปลี่ยนไปแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นตัวบอกเราว่าการจะพัฒนาทีมให้ดีขึ้นนั้น จะต้องประกอบไปด้วย …

ผู้จัดการแผนกที่มีวิสัยทัศน์ มองเห็นศักยภาพของพนักงาน และวางแนวทางในการที่จะดึงศักยภาพนั้นๆ ออกมาให้เกิดประโยชน์

ในขณะที่ก็ต้องมีผู้ช่วยที่เข้ามาดูแลในเรื่องการนำไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง ให้คำแนะนำ และชักนำให้พนักงานทำตาม

สุดท้ายแล้วพลังต่างๆ ของทีมจะไม่เกิดขึ้นเลย หากพนักงานไม่มีความศรัทธา และเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าทีม

ตอนนี้ … คุณมีศรัทธาในตัวหัวหน้าทีมของคุณหรือเปล่า?

You’ll never walk alone🙂

Older Entries